ถ้าคุณเป็นคนที่พึ่งเริ่มมาใช้งาน ubuntu lucid ก็คงจะสงสัยว่าเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว เราควรติดตั้งอะไรเพิ่มบ้างเพราะถึงแม้ ubuntu จะมีโปรแกรมและ packet ต่างๆมาให้แล้วแต่ก็ใช่ว่าจะพร้อมใช้งานได้เลยทีเดียว ผมจะแนะนำสิ่งที่เราต้องทำหลังจากติดตั้ง ubuntu lucid เสร็จแล้ว ในเบื้องต้นให้ครับ

1. เลือก repository ที่โหลดไวที่สุด

เนื่องจากเราโปรแกรมต่างๆของ ubuntu นั้นส่วนมากจะต้องติดตั้งผ่าน apt-get ฉะนั้นแล้วเราต้องเลือก repository ที่ของไทยเราเพื่อการโหลด packet ต่างๆที่ไวขึ้น ให้ไปที่ System > Administration > Software sources

software sources

2. ติดตั้ง driver การ์ดจอก่อนเลยครับ เพื่อจะได้เล่น Compiz fusion ได้

ถึงแม้ ubuntu จะจับยัด driver ต่างๆมาให้พร้อมแล้ว แต่ก็ไม่ได้ใส่ driver การ์ดจอมาให้ครับ ฉะนั้นเราก็ต้องติดตั้งเพิ่มโดยการไปที่ System > Administration > Hardware Drivers เพื่อทำการโหลด driver มาติดตั้ง

Hardware Drivers

3. ติดตั้ง Compiz fusion เพื่อใช้งาน Desktop 3D

Compiz fusion จะทำให้ ubuntu ของเราดูน่าใช้งานมากยิ่งขึ้นใครนึกไม่ออกลอง search youtube ดูครับ

sudo aptitude install compizconfig-settings-manager compiz-fusion-plugins-extra

Compiz-Config-Settings-Manager

4. ติดตั้ง packet สำหรับเล่นไฟล์ mp3, mp4 และมีเดียต่างๆ

ด้วย ubuntu restricted extras เราจะไม่ต้องค่อยนั่งไล่ลง code เล่นไฟล์มีเดียต่างๆให้เมื่อยตุ่ม
sudo aptitude install ubuntu-restricted-extras

5. ติดตั้ง theme เพิ่มเติม

ubuntu lucid ได้มี theme มาพร้อมให้แล้วบางส่วนแต่อาจยังไม่ถูกใจหลายๆคน สามารถหาเพิ่มเติมได้จาก gnome-look.org หรือ

sudo aptitude install community-themes

6. ติดตั้ง Ubuntu Tweak

Ubuntu Tweak เป็นซอฟแวร์ที่ไว้ปรับแต่งระบบของ ubuntu ร่วมทั้งยังสามารถติดตั้งซอฟแวร์ตัวอื่นๆเพิ่มเติมได้อีกด้วย ใช้แทน Ubuntu Software Center ได้เลยทีเดียวครับ ซึ่งจะคล้ายๆของ Tweak UI ทางฝั่ง windows นั้นเอง

 

sudo add-apt-repository ppa:tualatrix/ppa
sudo aptitude update && sudo aptitude install ubuntu-tweak

 

ubuntu-tweak

7. เพิ่ม repository "Medibuntu"

เป็นแหล่งดาวน์โหลดแพกเกจที่เน้นสำหรับงานบันเทิงของ Ubuntu ทำให้เราสามารถติดตั้งโปแกรมต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น  Google earth, Opera , Sun Java ,Acrobat Reader และ อื่นๆ อีกมากมาย

 

sudo add-apt-repository ppa:medibuntu-maintainers/ppa
sudo aptitude update

 

8. ติดตั้ง VLC และ SMplayer ไว้เล่นไฟล์หนัง

เนื่องจาก Tottem ที่ ubuntu ให้มานั้นไม่สามารถตอบสนองตัณหาการดูหนังของเราได้หมดฉะนั้นเราต้องหาโปรแกรมตัวอื่นมาช่วยผมจึงแนะนำ vlc และsmplayer ครับ

sudo aptitude install vlc mozilla-plugin-vlc smplayer

 

 

ที่มา : http://snappytux.com/ubuntu/8-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-ubuntu-lucid

เตรียมโปรแกรมเพื่อ ติดตั้ง
       ดาวน์โหลดโปรแกรม AppServ จากเว็บไซต์ http://www.appservnetwork.com โดยเลือกเวอร์ชั่นที่ต้องการติดตั้งระหว่างเวอร์ชั่น 2.4.x และ 2.5.x 
โดยความแตกต่างของ 2 เวอร์ชั่นนี้คือ 
          2.4.x คือเวอร์ชั่นที่นำ Package ที่มีความเสถียรเป็นหลัก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงของระบบ
                  โดยไม่ได้มุ่งเน้นที่จะใช้ฟังก์ชั่นใหม่
          2.5.x คือเวอร์ชั่นที่นำ Package ใหม่ๆ นำมาใช้งานโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการระบบใหม่ๆ
                  หรือต้องการทดสอบ ทดลองใช้งานฟังก์ชั่นใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ได้ความเสถียรของระบบได้ 100%
                  เนื่องจากว่า Package จากนักพัฒนานั้น ยังอยู่ในช่วงของขั้นทดสอบ ทดลองเพื่อหาข้อผิดพลาดอยู่

ขั้นตอนการติดตั้ง AppServ

       1. ดับเบิ้ลคลิกไฟล์ appserv-win32-x.x.x.exe เพื่อทำการติดตั้ง จะปรากฏหน้าจอตามรูปที่ 1 

          
 
                                             รูปที่ 1 ขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม AppServ 

       2. เข้าสู่ขั้นตอนเงื่อนไขการใช้งานโปรแกรม โดยโปรแกรม AppServ ได้แจกจ่ายในรูปแบบ GNU License หากผู้ติดตั้ง
           อ่านเงื่อนไขต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว หากยอมรับเงื่อนไขให้กด Next เพื่อเข้าสู่การติดตั้งในขั้นต่อไป แต่หากว่าไม่ยอมรับเงื่อนไข
           ให้กด Cancel เพื่อออกจากการติดตั้งโปรแกรม AppServ ดังรูปตัวอย่างที่ 2

            

                                           รูปที่ 2 แสดง รายละเอียดเงื่อนไขการ GNU License

       3. เข้าสู่ขั้นตอนการเลือกปลายทางที่ต้องการติดตั้ง โดยค่าเริ่มต้นปลายทางที่ติดตั้งจะเป็น C:AppServ
           หากต้องการเปลี่ยนปลายทางที่ติดตั้ง ให้กด Browse แล้วเลือกปลายทางที่ต้องการ ตามรูปที่ 3 เมื่อเลือกปลายทางเสร็จสิ้น
           ให้กดปุ่ม Next เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งขั้นต่อไป

            

                                             รูปที่ 3 เลือก ปลายทางการติดตั้งโปรแกรม AppServ

       4. เลือก Package Components ที่ต้องการติดตั้ง โดยค่าเริ่มต้นนั้นจะให้เลือกลงทุก Package แต่หากว่าผู้ใช้งาน
           ต้องการเลือกลงเฉพาะบาง Package ก็สามารถเลือกตามข้อที่ต้องการออก โดยรายละเอียดแต่ละ Package มีดังนี้
                 - Apache HTTP Server คือ โปรแกรมที่ทำหน้าเป็น Web Server
                 - MySQL Database คือ โปรแกรมที่ทำหน้าเป็น Database Server
                 - PHP Hypertext Preprocessor คือ โปรแกรมที่ทำหน้าประมวลผลการทำงานของภาษา PHP
                 - phpMyAdmin คือ โปรแกรมที่ใช้ในการบริหารจัดการฐานข้อมูล MySQL ผ่านเว็บไซต์
           เมื่อทำการเลือก Package ตามรูปที่ 4 เรียบร้อยแล้ว ให้กด Next เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งต่อไป

            

                                        รูปที่ 4 เลือก Package Components ที่ต้องการติดตั้ง 

       5. กำหนดค่าคอนฟิกของ Apache Web Server มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ส่วน ตามรูปที่ 5 คือ
                 Server Name   คือช่องสำหรับป้อนข้อมูลชื่อ Web Server ของท่านเช่น www.appservnetwork.com
                 Admin Email    คือช่องสำหรับป้อนข้อมูล อีเมล์ผู้ดูแลระบบ เช่น root@appservnetwork.com 
                 HTTP Port       คือช่องสำหรับระบุ Port ที่จะเรียกใช้งาน Apache Web Server โดยทั่วไปแล้ว Protocol
                                      HTTP นั้นจะมีค่าหลักคือ 80 หากว่าท่านต้องการหลีกเลี่ยงการใช้ Port 80 ก็สามารถแก้ไขได้
                                      หากมีการเปลี่ยนแปลง Port การเข้าใช้งาน Web Server แล้ว ทุกครั้งที่เรียกใช้งานเว็บไซต์
                                      จำเป็นที่ต้องระบุหมายเลข Port ด้วย เช่น หากเลือกใช้ Port 99 ในการเข้าเว็บไซต์ทุกครั้งต้องใช้
                                      http://www.appservnetwork.com:99 จึงจะสามารถเข้าใช้งานได้

          

                                        รูปที่ 5 แสดง การกำหนดค่าคอนฟิกค่า Apache Web Server

       6. กำหนดค่าคอนฟิกของ MySQL Database มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ส่วน ตามรูปที่ 6 คือ
                 Root Password        คือช่องสำหรับป้อน รหัสผ่านการเข้าใช้งานฐานข้อมูลของ Root หรือผู้ดูแลระบบ
                                             ทุกครั้งที่เข้าใช้งานฐานข้อมูลใน ลักษณะที่เป็นผู้ดูแลระบบ ให้ระบุ user คือ root
                 Character Sets        ใช้ในการกำหนดค่าระบบภาษาที่ใช้ในการจัดเก็บฐานข้อมูล, เรียงลำดับฐานข้อมูล,
                                             Import ฐานข้อมูล, Export ฐานข้อมูล, ติดต่อฐานข้อมูล 
                 Old Password          หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน PHP กับ MySQL API เวอร์ชั่นเก่า
                                             โดยเจอ Error Client does not support authentication protocol requested by server; 
                                                             consider upgrading MySQL client
                                             
ให้เลือกในส่วนของ Old Password เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้
                 Enable InnoDB        หากท่านต้องการใช้งานฐานข้อมูลในรูปแบบ InnoDB ให้เลือกในส่วนนี้ด้วย

          

                                        รูปที่ 6 แสดง การกำหนดค่าคอนฟิกของ MySQL Database

       7. สิ้นสุดขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม AppServ สำหรับขั้นตอนสุดท้ายนี้จะมีให้เลือกว่าต้องการสั่งให้มีการรัน Apache และ MySQL
           ทันทีหรือไม่ จากนั้นกดปุ่ม Finish เพื่อเสร็จสิ้นการติดตั้งโปรแกรม AppServ

          

                                       รูปที่ 7 แสดง หน้าจอขั้นตอนสิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรม AppServ

 

ทีมา : http://www.appservnetwork.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=4

AppServ คืออะไร ?

posted on 28 Feb 2010 14:28 by monkey054  in PHP

กำเนิดโปรแกรม AppServ 
       สำหรับ โปรแกรม AppServ นี้ไม่ได้เกิดการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐบาล หรือหน่วยงานเอกชน หรือองค์กรอิสระ ใดๆเลยทั้งสิ้น แต่โปรแกรม AppServ ได้กำเนิดจากแรงบันดาลใจจากเพื่อนของผู้พัฒนาคนหนึ่งที่ได้เริ่มศึกษาภาษา PHP และฐานข้อมูล MySQL และมีปัญหาทุกครั้งในการติดตั้ง กว่าจะติดตั้งได้ก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง บางทีทำได้บ้างไม่ได้บ้าง และทุกครั้งที่ติดตั้งไม่ได้ก็จะมาขอความช่วยเหลือจากผู้พัฒนาเป็นประจำทุก ครั้ง จึงทำให้ผู้พัฒนาได้สร้างโปรแกรมที่สะดวกในการติดตั้งเพื่อให้เพื่อนของผู้ พัฒนาสามารถนำไปใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องมาปวดหัวกับการติดตั้งที่ยุ่งยากอีกต่อไป ในช่วงแรกที่แจกจ่ายนั้น ผู้พัฒนาได้แจกจ่ายในเว็บไซต์ที่เป็นภาษาอังกฤษ ผู้ใช้งานต่างประเทศให้ความสนใจและมีการใช้งานเป็นจำนวนมาก และในปัจจุบันได้เพิ่มเติมในส่วนของเว็บไซต์ภาษาไทย ในอนาคตผู้พัฒนาจะจัดทำเว็บไซต์สามารถรองรับทุกภาษา และเข้าถึงผู้ใช้งานทุกคนทั่วโลก

ประวัตินักพัฒนาโปรแกรม AppServ 
      สำหรับผู้พัฒนานั้นได้อาศัยอยู่ในประเทศไทย ชื่อ ภาณุพงศ์ ปัญญาดี ชื่อเล่น apples
      เกิดวันที่ 14 สิงหาคม 2523
      สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์
      First met ครั้งแรกที่ทุกคนเจอหน้าผม ก็มักจะคิดว่าเป็นเป็นนักศึกษา ไม่ก็นักเรียนมัธยม ทุกครั้งเสมอไป -___-'
      มีประสบการณ์และความเชียวชาญพิเศษในเรื่องของ Linux Security, Linux Network, Network Security, Network Admin, PHP Programming, MySQL Database, Linux/Unix Hacking System, Web Design, ฯลฯ
      ระบบปฏิบัติการที่เลือกใช้  Desktop เลือก Windows แต่ถ้าเป็น Server/Network เลือกเฉพาะ Debian GNU/Linux เท่านั้น

ความหมายของโปรแกรม AppServ 
    AppServ คือโปรแกรมที่รวบรวมเอา Open Source Software หลายๆ อย่างมารวมกัน
โดยมี Package หลักดังนี้
         - Apache
         - PHP
         - MySQL
         - phpMyAdmin
    โปรแกรมต่างๆ ที่นำมารวบรวมไว้ทั้งหมดนี้ ได้ทำการดาวน์โหลดจาก Official Release ทั้งสิ้น โดยตัว AppServ จึงให้ความสำคัญว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องให้เหมือนกับต้นฉบับ เราจึงไม่ได้ตัดทอนหรือเพิ่มเติมอะไรที่แปลกไปกว่า Official Release แต่อย่างได้ เพียงแต่มีบางส่วนเท่านั้นที่เราได้เพิ่มประสิทธิภาพการติดตั้งให้สอดคล้อง กับการทำงานแต่ละคน โดยที่การเพิ่มประสิทธิภาพนี้ไม่ได้ไปยุ่ง ในส่วนของ Original Package เลยแม้แต่น้อยเพียงแต่เป็นการกำหนดค่า Config เท่านั้น เช่น Apache ก็จะเป็นในส่วนของ httpd.conf, PHP ก็จะเป็นในส่วนของ php.ini, MySQL ก็จะเป็นในส่วนของ my.ini ดังนั้นเราจึงรับประกันได้ว่าโปรแกรม AppServ สามารถทำงานและความเสถียรของระบบ ได้เหมือนกับ Official Release ทั้งหมด 
    จุดประสงค์หลักของการรวมรวบ Open Source Software เหล่านี้เพื่อทำให้การติดตั้งโปรแกรมต่างๆ ที่ได้กล่าวมาให้ง่ายขึ้น เพื่อลดขั้นตอนการติดตั้งที่แสนจะยุ่งยากและใช้เวลานาน โดยผู้ใช้งานเพียงดับเบิ้ลคลิก setup ภายในเวลา 1 นาที ทุกอย่างก็ติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ระบบต่างๆ ก็พร้อมที่จะทำงานได้ทันทีทั้ง Web Server, Database Server เหตุผลนี้จึงเป็นเหตุผลหลักที่หลายๆ คนทั่วโลก ได้เลือกใช้โปรแกรม AppServ แทนการที่จะต้องมาติดตั้งโปรแกรมต่างๆ ที่ละส่วน
    ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ความชำนาญในการติดตั้ง Apache, PHP, MySQL ก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเสมอไป เนื่องจากการติดตั้งโปรแกรมที่แยกส่วนเหล่านี้ให้มารวมเป็นชิ้นอันเดียวกัน ก็ใช้เวลาค่อนข้างมากพอสมควร แม้แต่ตัวผู้พัฒนา AppServ เอง ก่อนที่จะ Release แต่ละเวอร์ชั่นให้ดาวน์โหลด ต้องใช้ระยะเวลาในการติดตั้งไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง เพื่อทดสอบความถูกต้องของระบบ ดังนั้นจึงจะเห็นว่าเราเองนั้นเป็นมือใหม่หรือมือเก่า ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะติดตั้ง Apache, PHP, MySQL ในพริบตาเดียว 
     มีบางคำถามที่พบบ่อยว่า AppServ สามารถนำไปเป็น Web Server หรือ Database Server ได้ทันทีหรือไม่ ข้อนี้ต้องตอบว่าได้แน่นอน 100% แต่ทางผู้พัฒนาเองขอแนะนำว่า ระบบจัดการ Memory และ CPU บน Windows ที่ทำงานเกี่ยวกับ Web Server หรือ Database Server ไม่เหมาะกับการใช้งานหนักๆ เป็นอย่างยิ่ง เพราะ Windows นั้นจะกลืนกินทรัพยากรอันมหาศาล และหากเทียบอัตรารองรับระบบงานกับ OS ตัวอื่นเช่น Linux/Unix จะยิ่งเห็นได้ชัดว่า OS ที่ป็น Windows ที่มีขนาด Memory และ CPU ที่เท่าๆ กัน OS ที่เป็น Linux/Unix นั้น จะรองรับงานได้น้อยกว่ามากพอสมควร เช่น Windows รับได้ 1000 คนพร้อมๆ กัน แต่ Linux/Unix อาจรับได้ถึง 5000 พร้อมๆกัน หากท่านต้องทำงานหนักๆ ทางผู้พัฒนาแนะนำให้เลือกใช้ Linux/Unix OS จึงจะเหมาะสม กว่า

ข้อแตกต่างของ AppServ ในแต่ละเวอร์ชั่น
    AppServ ได้แบ่งเวอร์ชั่นออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ
          2.5.x คือเวอร์ชั่นที่นำ Package ใหม่ๆ นำมาใช้งานโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการระบบใหม่ๆ
                  หรือต้องการทดสอบ ทดลองใช้งานฟังก์ชั่นใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ได้ความเสถียรของระบบได้ 100%
                  เนื่องจากว่า Package จากนักพัฒนานั้นยังอยู่ในช่วงของขั้นทดสอบ ทดลองเพื่อหาข้อผิดพลาดอยู่
          2.4.x คือเวอร์ชั่นที่นำ Package ที่มีความเสถียรเป็นหลัก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงของระบบ
                  โดยไม่ได้มุ่งเน้นที่จะใช้ฟังก์ชั่นใหม่

คำแนะนำในการเลือกใช้งาน AppServ
 
     เราขอแนะนำว่าท่านที่ติด ตั้ง AppServ ไม่จำเป็นต้องใช้เวอร์ชั่นใหม่เสมอไป แต่ถึงอย่างไรก็ดี ทางผู้พัฒนาเองอยากจะให้ผู้ใช้งานได้ทดสอบ ทดลองเวอร์ชั่นใหม่ทุกครั้งที่มีการแจกจ่าย เพื่อช่วยในการตรวจสอบปัญหาหรือข้อผิดพลาด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้พัฒนาเอง และผู้ใช้คนอื่นๆ ที่จะได้ใช้งานระบบมีข้อผิดพลาดที่น้อยที่สุด
     สำหรับผู้ที่ใช้งานระบบที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก หรือไม่ได้ต้องการสิ่งใหม่ๆ แต่ต้องการความเสถียรเป็นหลัก ในการเลือกใช้ AppServ ให้ท่านเลือกใช้เวอร์ชั่นที่เหมาะสมกับระบบงานของท่าน เช่น หากท่านใช้เวอร์ชั่น 1.8.0 ได้อย่างไม่มีปัญหา ท่านก็ไม่จำเป็นต้องอัพเกรดเวอร์ชั่นให้ใหม่อยู่เสมอ เพื่อที่จะให้การทำงานของระบบท่าน เป็นไปได้อย่างราบรื่น ท่านสามารถดูรายละเอียดโปรแกรม AppServ ในแต่ละเวอร์ชั่นได้จาก http://www.appservnetwork.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=2

 

ที่มา : http://www.appservnetwork.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=3